BETUFA พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000

Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Admin

Pages: [1]
1


สำหรับ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ถือว่าเป็นนักฟุตบอลกองหน้าตัวเป้าของทีมอาร์เซนอล เพิ่งได้เซ็นสัญญานักเตะร่วมสโมสรกับอาร์เซนอล เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2019 และจะสิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค. ศ. 2022 สโมสรเดิมที่ย้ายมาคือลีดส์ยูไนเต็ด ค่าตัวล่าสุดปัจจุบันของ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ คือ 7.2 ล้านปอนด์ และปัจจุบันยังอยู่สังกัดทีมชาติอังกฤษ U21 อีกด้วย

สำหรับ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ นั้นเกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 ปัจจุบันอายุ 20 ปีเป็นคนสัญชาติอังกฤษ ซึ่งจะสวมเสื้อเบอร์ 30 ในการเล่นฟุตบอลให้กับทีมอาร์เซนอล ส่วนสูง 1.80 เมตร เท้าที่ถนัดในการเล่นฟุตบอลคือเท้าขวา

เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์  นั้นได้เริ่มเข้าสู่วงการฟุตบอล ในปี ค.ศ 2008 เพิ่งเข้าเล่นกับเชลซี แต่ในปี ค. ศ. 2015 อาร์เซนอลนั้นก็ได้ดึง เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์  เข้ามาร่วมทีม ซึ่งการลงเล่นนั้นจะลงเล่นให้กับทีมชุดอายุต่ำกว่า 18 ปีในฤดูกาล 2015-2016 ของอาร์เซนอลและจากนั้นก็ได้เป็นดาวซัลโว  เพราะได้ยิงประตูไปถึง 24 ประตูจาก 28 นัดในฤดูกาลนั้น

สำหรับข้อมูลฟุตบอลลีกในฤดูกาลที่ผ่านมาของ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์  ได้รายการแข่งขันจะมีรายการพรีเมียร์ลีกซึ่งเล่นให้กับสโมสรอาร์เซนอล ได้ลงเล่นทั้งหมด 5 Match ทำประตูได้ 1 ประตูเปลี่ยนตัวเข้า 2 ครั้งเปลี่ยนตัวออก 2 ครั้ง และยังมีรายการการแข่งขัน championship ฤดูกาล 2019-2020 ทีมสโมสรที่เล่นให้ก็คือลีดส์ยูไนเต็ดได้ลงทั้งหมด 17  Match ทำประตูได้ 3 ประตู แอสซิสต์ 1 เปลี่ยนตัวเข้า 15 ครั้งเปลี่ยนตัวออก 2 ครั้ง ใบเหลือง 2 ใบ

2


มาร์โก ฟาน กิงเคล เกิดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1992 ปัจจุบันอายุ 27 ปี เป็นคนสัญชาติเนเธอร์แลนด์เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวกลาง สวมเสื้อเบอร์ 42 มีส่วนสูง 1.86 เมตร เท้าที่ถนัดในการเล่นฟุตบอลคือเท้าขวา และค่าตัวล่าสุดของ มาร์โก ฟาน กิงเคล  คือ 6.30 ล้านปอนด์

สำหรับการเซ็นสัญญานักเตะเข้าร่วมสโมสรเมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 2013 และ จะสิ้นสุดสัญญาลงวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2020 สำหรับสโมสรเดิมที่ มาร์โก ฟาน กิงเคล ย้ายมานั้นนั่นก็คือ PSV Eindhoven และยังเป็นอดีตต่างกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์อีกด้วย

มาร์โก ฟาน กิงเคล มีความโดดเด่นในเรื่องของการควบคุมบอล การมีพละกำลังในการเล่นฟุตบอล การจ่ายบอลในแดนกลาง และยังสามารถลุกและรับได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

สำหรับการลงเล่นกับทีมสโมสรเชลซีของ มาร์โก ฟาน กิงเคล คือ เนบิวต์ ที่พบกับฮัลล์ ซิตี้ และเอาชนะฮัลล์ ซิตี้ได้ 2-0 ฤดูกาล 2013 - 2014 และ มาร์โก ฟาน กิงเคล ได้ลงสนามเป็นตัวจริงนัดแรกตั้งแต่ย้ายเข้ามาร่วมสโมสรกับเชลซีคือรายการแชมป์เปียนลีกที่พบกับบาเซิล และเล่นได้ไม่นาน มาร์โก ฟาน กิงเคล ก็ต้องได้รับความบาดเจ็บ จากการเล่นฟุตบอลซึ่งจะต้องพักให้อาการบาดเจ็บหายยาวถึง 6 เดือน เป็นนัดที่พบกับ สวินดอน ทาวน์ รายการแข่งขันแคปิตอล วัน คัพ

มาร์โก ฟาน กิงเคล นั้นได้ลงเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่ เมื่อพฤศจิกายน ปีค.ศ. 2012 ซึ่งตอนนั้นได้เป็นแค่ตัวสำรอง และก็ได้เปลี่ยนตัวลงในนาทีที่ 59 ซึ่งเป็นการแข่งขันกระชับมิตรที่เสมอกับเยอรมนีไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำประตูได้

3


เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า เป็นกองหลัง - แบ็คขวาของสโมสรเชลซี ซึ่งได้ร่วมเซ็นสัญญาเป็นนักเตะสโมสร เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2012 สโมสรเดิมที่ย้ายมาจากโอลิมปิก มาร์กเซย ค่าตัวล่าสุดของ เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า  คือ 27 ล้านปอนด์ สำหรับสัญญาจะสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2022 และนอกจากเล่นให้กับเชลซีแล้วยัง เป็นอดีตทีมชาติสเปนอีกด้วย การลงเล่นให้กับสโมสรเชลซีใส่เสื้อเบอร์ 28

เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า  อายุได้ 30 ปี เป็นคนสัญชาติสเปน เกิดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1989 ส่วนสูงคือ 1.78 เมตร เท้าที่ถนัดในการเล่นฟุตบอลคือเท้าขวา

เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า  แจ้งเกิด จากการเล่นฟุตบอล ตอนนั้นเล่นให้กับทีมโอซาซูน่า ซึ่งเป็นการเล่นให้กับลิก้าในนัดแรก เป็นเหตุการณ์ที่เกิดในวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2007 ซึ่งเจอกับเรอัลมาดริด และหลังจากฤดูกาล ที่เจอกับเรอัลมาดริด ทีมโอซาซูน่าก็มีปัญหามากสำหรับการได้รับการบาดเจ็บของนักฟุตบอลทั่วไป ซึ่งทำให้ เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า  ได้ลงเล่นฟุตบอลทุกนัดและก็ได้ทำผลงานออกมาได้อย่างดีเป็นที่น่าประทับใจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนักเตะชื่อดังคนนี้

สำหรับข้อมูลการเล่นฟุตบอลลีกในฤดูกาลที่ผ่านมาคือฤดูกาล 2019-2020 รายการการแข่งขันพรีเมียร์ลีกเล่นให้กับทีมสโมสรเชลซีซึ่งได้ลงเล่นทั้งหมด 27 Match ทำประตูได้ 2 ประตู แอสซิสต์ 3 เปลี่ยนตัวออก 1 ครั้ง

แหล่งข้อมูลในการเล่นบอลถ้วยระดับนานาชาติในฤดูกาล 2019-2020 มี 2 รายการคือรายการการแข่งขันแชมป์เปียนลีกและรายการการแข่งขันยูฟ่าซุปเปอร์คัพ ซึ่งเล่นให้กับทีมสโมสรเชลซีรายการการแข่งขันแชมป์เปียนลีกนั้นได้ลงทั้งหมด 7 match ทำประตูได้ 2 ประตู เปลี่ยนตัวออก 1 ครั้ง ใบเหลือง 2 ใบ

4


เมซุต โอซิล เล่นในตำแหน่งปัจจุบันคือกองกลางตัวรุกของอาร์เซนอล เกิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1988 ปัจจุบันอายุ 31 ปี เป็นคนสัญชาติเยอรมัน ส่วนสูง 1.80 เมตร เท้าที่ถนัดในการเล่นฟุตบอลคือ เท้าซ้าย

เมซุต โอซิล ได้เซ็นสัญญานักเตะเข้าร่วมสโมสรกับอาร์เซนอล เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 2013 สโมสรเดิมคือเรอัลมาดริด และจะสิ้นสุดสัญญาวันที่ 30 มิถุนายน ค. ศ. 2021 และเป็นอดีตสังกัดทีมชาติเยอรมันค่าตัวล่าสุดคือ 19.80 ล้านปอนด์

 เมซุต โอซิล ได้ร่วมเล่นฟุตบอลให้กับแวร์เดอร์เบรเมิน และเล่นให้กับทีมชาติเยอรมนีต่อมา เมซุต โอซิล ได้มีการย้ายมาเข้าร่วมทีมยักษ์ใหญ่อย่างเรอัลมาดริด และสุดท้ายก็ได้ย้ายมาที่อาร์เซนอลด้วยค่าตัวทั้งหมด 42.5 ล้านปอนด์

สำหรับข้อมูลการลงเล่น ฟุตบอลลีกในฤดูกาล 2019-2020 ลงเล่นให้กับทีมอาร์เซนอลในรายการการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ลงเล่นทั้งหมด 18 match ประตูได้ 1 ประตู แอสซิสต์ 2 เปลี่ยนตัวออก 11 ครั้ง ใบเหลือง 1 ครั้ง

และข้อมูลการลงเล่นฟุตบอลถ้วยระดับนานาชาติในฤดูกาล 2019-20 ทีมสโมสรที่เล่นให้คืออาร์เซนอลในรายการยูโรป้าลีกจำนวนที่ลงเล่นคือ 2 match เปลี่ยนตัวออก 1 ครั้ง

สำหรับข้อมูลการลงเล่นให้กับทีมชาติ ซึ่งเป็นอดีตนักเตะทีมชาติเยอรมันรายการที่แข่งขันมีฟุตบอลกระชับมิตร,ทีมชาติฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก,ฟุตบอลโลก,ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบคัดเลือกและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป สำหรับคนร่วมรายการทั้งหมดที่กล่าวมาลงเล่นทั้งหมด 92 Match ทำประตูได้ 23 ประตู แอสซิสต์ 40 เปลี่ยนตัวเข้า 7 ครั้ง เปลี่ยนตัวออก 28 ครั้ง ใบเหลือง 4 ใบ ทำประตูจุดโทษ 5 ประตู

5


สำหรับ มัตเตโอ เกนดูซี นั้นเกิดเมื่อวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1999 เกิดในเมืองปัวซี ประเทศฝรั่งเศส ส่วนสูงคือ 1.84 เมตร ปัจจุบันอายุได้ 20 ปี เท้าที่ถนัดในการเล่นฟุตบอลคือเท้าขวา เป็นคนสัญชาติฝรั่งเศส ตำแหน่งปัจจุบันในการเล่นคือกองกลาง - มิดฟิลด์ตัวกลาง

สำหรับสัญญานักเตะเข้าร่วมทีมสโมสรอาร์เซนอลนั้นร่วมสโมสรเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 2018 และจะสิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2022 สโมสรเดิมคือ ลอริยองต์ สังกัดทีมชาติของ มัตเตโอ เกนดูซี คือฝรั่งเศส สำหรับการเล่นให้สโมสรอาร์เซนอลนั้นเสื้อที่ใส่ลงสนามคือเบอร์ 29 ค่าตัวล่าสุดในปัจจุบัน 45 ล้านปอนด์

ต้องบอกว่า มัตเตโอ เกนดูซี นั้น มีอิทธิพลต่อการเล่นให้กับอาร์เซนอลมากๆ เพราะได้ประสานงานของผู้เล่นแดนหน้าได้เป็นอย่างดีและถูกปรับบทบาทให้เป็นตัวรับที่เต็มรูปแบบและให้มีอิสระมากขึ้นซึ่ง มัตเตโอ เกนดูซี ทำได้ดี ความสำเร็จต่างๆ ที่ผ่านมาก็ได้รับความช่วยเหลือจาก มัตเตโอ เกนดูซี นั่นเอง

สำหรับข้อมูลของ มัตเตโอ เกนดูซี ในการลงเล่นฟุตบอลลีกในฤดูกาลที่ 2019-2020 ทีมสโมสรที่ลงเล่นให้คืออาร์เซนอลรายการการแข่งขันที่ลงเล่นคือพรีเมียร์ลีก ลงเล่น 22 Match  แอสซิสต์ 2 เปลี่ยนตัวเข้า 5 ครั้ง เปลี่ยนตัวออก 3 ครั้ง ใบเหลือง 6 ใบ

ข้อมูลในการลงเล่นฟุตบอลถ้วยระดับนานาชาติในฤดูกาลที่ผ่านมา 2019-2020 ทีมสโมสรอาร์เซนอลรายการการแข่งขันยูโรป้าลีกเปลี่ยนตัวเข้า 4 ครั้ง ใบเหลือง 1 ใบ ต้องบอกว่ามัตเตโอ เกนดูซีไม่ธรรมดา

6

รีสส์ เนลสัน เกิดเมื่อวันที่ 10 เดือนธันวาคม ค.ศ. 1999 ปัจจุบันอายุได้ 20 ปี เป็นคนสัญชาติอังกฤษ ส่วนสูง 1.75 เมตร เท้าที่ถนัดในการเล่นฟุตบอลคือเท้าขวา

การเซ็นสัญญานักเตะกับอาร์เซนอล เซ็นสัญญาร่วมสโมสรเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 และจะสิ้นสุดสัญญาลงเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2023 สำหรับตำแหน่งที่เล่นในปัจจุบันคือกองหน้าตัวริมเส้นขวา ค่าตัวล่าสุดของ รีสส์ เนลสัน คือ 12.60 ล้านปอนด์ สำหรับเสื้อที่ใส่ในการเล่นร่วมกับทีมอาร์เซนอลคือเสื้อเบอร์ 24

เกียรติประวัติของรีสส์ เนลสัน ด้านการเข้าร่วมกับสโมสร สโมสรอาร์เซน่อล u23 ได้พรีเมียร์ลีก 2 ฤดูกาล 2017-2018 สโมสรอาร์เซนอลเอฟเอคอมมิวนิสต์ 2017

รางวัลส่วนตัวของ รีสส์ เนลสัน คือ UEFA European Under - 17 championship Team of the Tournament 2016, Premier League 3 Player of the month สิงหาคม 2017, Premier League 2 Player of the year 2017 - 2018, Bundesliga Rookie of the month ในเดือนตุลาคม 2018

ข้อมูลในการเล่นฟุตบอลลีก ในฤดูกาลที่ผ่านมาคือ 2019-2020 ทีมสโมสรที่เข้าร่วมคืออาร์เซนอลรายการการแข่งขันพรีเมียร์ลีกได้ลงเล่ม 11 match เปลี่ยนตัวเข้า 6 ครั้ง เปลี่ยนตัวออก 4 ครั้ง ใบเหลือง 1 ใบ และเข้าร่วมสโมสร อาร์เซน่อล u23 พรีเมียร์ลีก 2 ในฤดูกาล 2019-2020 ได้ลงเล่นทั้งหมด 11 นัด เปลี่ยนตัวเข้า 1 ครั้ง เปลี่ยนตัวออก 1 ครั้ง

สำหรับข้อมูลในการเล่นฟุตบอลถ้วยระดับนานาชาติในฤดูกาล 2019-2020 ทีมสโมสรที่เข้าร่วมคือ Arsenal รายการการแข่งขันยูโรป้าลีกได้ลงเล่น 2 match แอสซิสต์ 1 เตรียมตัวออก 1 ครั้ง

ข้อมูลการแข่งขันทีมชาติซึ่งเข้าร่วมกับทีมชาติอังกฤษ U21 ข้อมูลการลงแข่งขันหรือรายการการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปยู 21 รอบคัดเลือก,ฟุตบอลกระชับมิตรทีมชาติ U21 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปยู 21 ได้ลงเล่นทั้งหมด 10 match ทำประตูได้ 5 ประตู แอสซิสต์ 2 เปลี่ยนตัวออก 4 ครั้ง เปลี่ยนตัวเข้า 4 ครั้ง

7


เดยัน รอฟเรน เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1989 ปัจจุบันนั้นอายุ 30 ปี ส่วนสูง 1.8 เมตร เป็นคนสัญชาติเอเชีย ซึ่งมีความถนัดในด้านเท้าขวา ตำแหน่งปัจจุบันคือเล่นให้กับกองหลัง - Center back ให้กับลิเวอร์พูล

สำหรับสัญญานักเตะของ ลอฟเรน นั้นคือร่วมสโมสรเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ 2014 และจะสิ้นสุดสัญญาลงเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ 2021 ย้ายจากสโมสรเดิมคือเซาแธมป์ตันด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์

ในฤดูกาล 2016-2017 ในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 2016 ได้ทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก โดยที่ เอาชนะเชลซีได้นั่นเองและประตูที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ลิเวอร์พูลชนะคริสตัลพาเลซในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2016

ฤดูกาล 2017-2018 ในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2018 ลอฟเรน ได้ทำประตูที่ 2 ให้กับลิเวอร์พูลในการแข่งขันกับไบตันด้วยสกอร์ 4 - 0 ซึ่งทำให้ได้ อันดับที่ 4 และได้ทำการคว้าแชมป์โควตาแชมเปี้ยนลีก ในฤดูกาลถัดไปได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2018-2019ในวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 2018 ในการแข่งขันพรีเมียร์ลีกเปิดสนามแอนฟิลด์เอาชนะนิวคาสเซิล ได้ด้วย สกอร์ 4-1 ซึ่งลอฟเรนเป็นผู้ทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกนี้นั่นเอง

ฤดูกาล 2019-2020 ลอฟเรน จะทำประตูแรกในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม E ที่เปิดสนามที่แอนฟิลด์ซึ่งได้ทำการเปิดสนามแข่งขันกับนาโปลีที่มาจากอิตาลีด้วยสกอร์ 1 ต่อ 1

สำหรับสถิติกับสโมสรลิเวอร์พูล รวมทุกรายการแล้ว ได้ลงเล่นทั้งหมด 184 ครั้งและได้ทำประตูไป 8 ประตูสำหรับเกียรติประวัติในการลงเล่นให้กับลิเวอร์พูลนั้นก็คือ UEFA Champions League 2018-2019 นั่นเอง

8


สำหรับ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน นั้นถือได้ว่าเป็น นักเตะลิเวอร์พูลที่เล่นกองกลางมิดฟิลด์ตัวกลางอีกคนหนึ่งซึ่งตอนนี้อายุ 26 ปี เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1993 ส่วนสูง 1.75 เมตร สัญชาติอังกฤษ เท้าที่ถนัดคือเท้าขวา

อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน นั้นได้ย้ายมาจากสโมสร Arsenal จากนั้นมาต่อสัญญานักเตะกับทีมลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2017 และจะสิ้นสุดสัญญาลงเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ.2023 สำหรับเบอร์เสื้อเมื่อลงเตะในแต่ละนัดคือเบอร์ 15

ประวัติเกี่ยวกับสโมสรของ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน อยู่ในที่สโมสรเซาแธมป์ตันได้ Football League One runner-Up 2013 11 อยู่กับสโมสรอาร์เซนอลเอฟเอคัพ 2013-2014 เอฟเอคัพ 2014-2015 เอฟเอ Cup 2016-2017 FA community Shield 2014 2015 และ 2017 และเมื่อเข้ามาอยู่กับสโมสร Liverpool UEFA Champions League 2018-2019 UEFA Super Cup 2019 และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 2019

เกียรติประวัติส่วนตัวของ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน คือ pfa Team of the year ใน 2010 ถึง 2011 รางวัล Sport Journalists' Association Peter wilson Awards ถึง 2012 รางวัลประตูยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2017-2018 ในวันที่ 4 เมษายน ค. ศ. 2018 Liverpool เจอกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ รางวัล Standard Chartered Liverpool Player of the Mouth และได้ประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนของ AIS ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2019

สถิติอาชีพของ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ถ้าเป็นในเซาแธมป์ตันนั้นลงเล่นทั้งหมด 43 นัด ได้ประตู 10 ประตู จากนั้นมาที่อาร์เซนอลลงเล่น 198 นัด ได้ประตู 20 นัด จากอาร์เซนอลย้ายมาลิเวอร์พูลทำประตูได้ 12 ประตู ลงเล่นทั้งหมด 78 นัด รวมสถิติทั้งหมดลงเล่น 319 นัด และทำประตูได้ถึง 42 ประตู

9


โจเอล มาติป เกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1991 มีอายุ 28 ปี เป็นชาวชาติแคเมอรูน ส่วนสูง 1.95 เมตร เท้าที่ถนัดที่สุดคือ เท้าขวา

โจเอล มาติป ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรลิเวอร์พูลโดยตำแหน่งกองหลัง - Center Back เข้าร่วมสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2016 และสัญญาจะสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2024 เขาสวมเสื้อเบอร์ 32 สำหรับสโมสรเดิมที่อยู่คือชาลเก้และยังเป็นอดีตสังกัดทีมชาติแคเมอรูนด้วย

สำหรับการเล่นกับลิเวอร์พูลฤดูกาล 2016-2017 ในวันที่ 23 สิงหาคม 2016 โจเอล มาติปได้เข้าร่วมกับสโมสรลิเวอร์พูลโดยลงเล่นนัดแรกกับเบอร์ตันอัลเบี้ยนและได้เอาชนะด้วยสกอร์ 5 ต่อ 0 จึงผ่านเข้ารอบ efl Cup และต่อมาในวันที่ 29 ตุลาคม 2016 ได้มีการแข่งขันกับคริสตัลพาเลซและได้ยิงประตูแรกให้กับสโมสรลิเวอร์พูลได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2017-2018 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2017 มีการแข่งขันกับเวสต์แฮมยูไนเต็ดและได้ทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก

ฤดูกาล 2018-2019 ในวันที่ 22 กันยายน 2018 โจเอล มาติป ได้ทำประตูแรกในฤดูกาลที่เปิดสนามแอนฟิลด์เอาชนะเซาแธมป์ตันด้วยสกอร์ 3 ต่อ 0 วันที่ 1 มิถุนายน 2019 เจอกับทอตนัมฮอตสเปอร์ด้วยนัดชิงชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2019 และได้ชนะคว้าแชมป์ให้ลิเวอร์พูลสมัยที่ 6 ของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

ในฤดูกาล 2019-2020 โจเอล มาติป นั้นได้ยิงประตูตีเสมอในการเจอกันกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ในวันที่ 4 สิงหาคม 2019 ในการแข่งขันเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 2019 แต่ก็พลาดโอกาสคว้าแชมป์ เพราะได้พ่ายแพ้ด้วยสกอร์ 4 ต่อ 5 ในการยิงจุดโทษในวันที่ 14 สิงหาคม 2019 ได้เจอกับเชลซี และคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพในสมัยที่ 4 มาครอง และได้ทำประตูแรกให้กับ ลิเวอร์พูลอีกครั้งในฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2019-2020 ซึ่งเปิดสนามเอาชนะอาร์เซนอลได้ด้วยสกอร์ 3 ต่อ 1 และมาร์ตินัสได้ต่อสัญญากับลิเวอร์พูลยาวไปจนถึงปี 2024 นั่นเอง

รวมสถิติการลงเล่นกับลิเวอร์พูลทั้งหมดในพรีเมียร์ลีกอังกฤษรวมทั้งหมด 84 นัด ทำประตูได้ 4 ประตู บอลถ้วยลงเล่นทั้งหมด 3 นัดทำประตูได้ 0 ประตู บอลถ้วยลีกทำประตูได้ 0 ประตูลงเล่น 4 นัด บอลทวีป 17 นัด ทำประตูได้ 0 และอื่นๆอีก 2 นัดทำประตูได้ 1 นัดรวมสถิติการลงเล่นทั้งหมดกับสโมสรลิเวอร์พูลคือ 110 นัด ทำประตูได้ 5 ประตู

11


Wayne Neville Anthony Routledge เวย์น เร้าท์เลด เกิดเมื่อ 7 มกราคม 1985 เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษ เกิดที่Sidcup, London เล่นในตำแหน่งปีกซ้าย

Routledge เริ่มต้นอาชีพของเขาที่สโมสร Crystal Palace ในวัย 17 ปี ก่อนจะขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในปี 2001 ลงเล่นให้ทีมไป ถึง 110 เกมส์ 10 ประตู

หลังจากนั้นในปี 2005 Routledge เขาย้ายมาอยู่กับสโมสร Tottenham Hotspur เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป แต่แล้วก็ไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด หลังกจากที่ลงเล่นไปได้เพียง 5 เกมส์เท่านั้น เขาก็ต้องถูกปล่อยยืมตัวไปให้อีกหลายสโมสรเริ่มที่สโมสร Portsmouth ในปี 2006 ลงเล่นไป 13 เกมส์ ต่อด้วยสโมสร Fulham ในปี 2006-07 ก่อนจะขอย้ายทีมในปี 2008 มาเล่นให้กับสโมสร Aston Villa ด้วยค่าตัว 1.5 ล้านยูโร และลงเล่นไปได้เพียง 2 เกมส์ทำให้เขาต้องย้ายทีมแบบยืมตัวอีกครั้งในปีนั้น กับสโมสร Cardiff City ลงเล่นไป 9 เกมส์ 2 ประตู และย้ายทีมอีครั้งในปี 2009  หลังสโมสร Queens Park Rangers หลังจากสโมสรได้ตัวเขามาแบบฟรีๆ เขาลงเล่นไป 44 เกมส์ 3 ประตู

ในปี 2009 Routledge เขาย้ายทีมอีกครั้งมาเล่นให้กับสโมสร Newcastle United ก่อนจะประสบความสำเร็จด้วยการพาทีมเลื่อนชั้นในปี 2009-10 ลงเล่น 34 เกมส์ 3 ประตู แต่แล้วในปีต่อมาถูกปล่อยยืมตัวกลับไปเล่นให้กับสโมสร Queens Park Rangers ในปี 2011 ลงเล่นไป 20 เกมส์ 5 ประตูและพาทีมเลื่อนชั้นในปีนั้น ต่อจากนั้นเขาย้ายไปเล่นกับสโมสร Swansea City ก่อนจะอยู่กับทีมตั้งแต่ปี 2011 ลงเล่นไปแล้วกว่า 191 เกมส์ 16 ประตูและสามารถพาทีมคว้าแชมป์ Football League Cup ได้ 1 ครั้งในปี 2012-13 Routledge ติดทีมชาติชุดยู 21 ในปี 2004-2007 ลงเล่นไป 12 เกมส์ 1 ประตู

12

โทนี่ อดัมส์ เป็นผู้เล่นในตำแหน่งกองหลัง ฤดูกาล1997/1998 ลงเล่นให้อาเซน่อล 39 นัด รวมทุกรายการ อยู่ในสนามเป็นเวลา 2,880 นาที ยิงได้ 3 ประตู และจ่ายอีก 2 แอสต์ซิสต์ แบ่งเป็นการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 26 นัด เป็นตัวจริง ทั้ง 26 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา 2,340 นาที ยิง 3 ประตู และจ่าย 1 แอสซิสต์ โทนี่ อดัมส์ พลาดลงสนาม 6 นัดแรก ในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะได้ลงสนาม 12 นัดติดต่อกัน ในนัดที่7-18 ในฐานะกัปตันทีม จบฤดูกาลนั้น อาเซน่อล เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ด้วยการมีแต้มเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 คะแนน อันดับ3 ลิเวอร์พูล

ฟุตบอลเอฟเอคัพ 1997/1998 โทนี่ อดัมส์ ได้ลงสนาม 2 นัด อยู่ในสนาม 180 นาที นัดแรกลงเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่อาเซน่อล เอาชนะ เวสแฮมต์ ยูไนเต็ด 2-1 ส่วนนัดที่2 ลงเล่นเป็นตัวจริง ในรอบชิงชนะเลิศที่ อาเซน่อล มีชัยเหนือ นิวคาสเซิล 2-0 คว้าแชมป์ไปครองฟุตบอลลีกคัพ 

โทนี่ อดัมส์ ได้ลงเล่น 2 นัด เป็นตัวจริงทั้ง 2 นัด  นัดแรกลงเล่น 90 นาที อาเซน่อล เอาชนะ เชลซี ในรอบรองชนะเลิศนัดแรก 2-1 นัดที่2 ลงสนาม 90 นาที อาเซน่อล แพ้ เชลซี ในรอบรองชนะเลิศนัดที่2 ด้วยสกอร์ 1-3  รวม 2 นัด อาเซน่อล ตกรอบ 3-4 ฟุตบอลยูฟ่าคัพ โทนี่ อดัมส์ ได้ลงสนาม 2 นัด เป็นตัวจริงทั้ง 2 นัด นัดแรกลงสนาม 90 นาที อาเซน่อล บุกไปแพ้ PAOK 0-1 นัดที่2 ลงสนาม 90 นาที อาเซน่อล เสมอ PAOK 1-1 รวม 2 นัด อาเซน่อลตกรอลด้วยสกอร์รวม 1-2 โดย โทนี่ อดัมส์ ได้เป็นกัปตันทีมทั้ง 2 นัด

สรุปฤดูกาล 1997/1998 อาเซน่อลได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และเอฟเอคัพ  โทนี่ อดัมส์ ได้ลงสนาม 36 นัด  ส่วนคนที่ได้ลงสนามมากที่สุดคือ ไนเจล วินเทอร์เบิร์น 49 นัด โทนี่ อดัมส์ ได้รับใบเหลือ 7 ใบ ส่วนคนที่ได้ใบเหลืองมากที่สุดในทีมคือ ปาทริค วิเอร่า 10 ใบ เดนนิส เบิร์กแคม 9 ใบ และสตีฟ โบลต์ 9 ใบ โทนี่ อดัมส์ ยิงได้ 3 ประตู ส่วนคนที่ยิงได้มากที่สุดในทีมคือ เดนนิส เบิร์กแคม ยิงไป 22 ประตู

13
ไนเจล มาร์ติน เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู ฤดูกาล 1997/1998 ได้ลงสนาม 37 นัด
เป็นการลงสนามในพรีเมียร์ลีก ทั้ง 37 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา 3,330 นาที เสีย 44 ประตู
และเก็บคลีนชีตได้ 11 นัด ฤดูกาลนั้นลีดส์ ยูไนเต็ด ชนะ17 เสมอ8 แพ้ 13 มี 59 คะแนน
ได้อันดับที่ 5 ของพรีเมียร์ลีก แชมป์เป็นของอาเซน่อล 78 คะแนน รองแชมป์แมนฯยู 77 คะแนน
อันดับ3 ลิเวอร์พูล 65 คะแนน อันดับ4เชลซี 63 คะแนน

ไนเจล มาร์ติน เก็บคลีนชีตได้ 11 นัด   เกิดขึ้นในนัดที่8  ลีดส์บุกไปชนะเซาแธมตั้น 2-0
นัดที่9 ลีดส์ ชนะ แมนฯยู 1-0 นัดที17ลีดส์เสมอเชลซี 0-0 นัดที่18 ลีดส์ เสมอ เอฟเวอร์ตัน 0-0
นัดที่19 ลีดส์ ชนะโบลตัน 2-0 นัดที่24 ลีดส์ ชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 นัดที่26
ลีดส์ชนะ แบล็คเบิร์น 4-0 นัดที่29 ลีดส์ ชนะสเปอร์ 1-0 นัดที่30 ลีดส์ ชนะ ดาร์บี้ 5-0

ลีดส์ ยูไนเต็ด เล่นในบ้าน ชนะ9 เสมอ5 แพ้ 5 ส่วนการเล่นเป็นทีมเยือน ชนะ8 เสมอ3 แพ้ 8
ช่วงเวลาที่ฟอร์มดีที่สุดคือการไม่แพ้ใคร 7 นัดติดต่อกันตั้งแต่นัดที่ 13 ถึงนัดที่ 19
โดยจาก 7 นัดเป็นการชนะ 4 นัดรวด จากนัดที่ 13 ชนะสเปอร์ 1-0 นัดที่14ชนะดาร์บี้ 5-0
นัดที่15 ชนะ เวสแฮมต์ 3-1และนัดที่16 ชนะ เบิร์นลีย์ 3-2
ส่วนช่วงเวลาที่ฟอร์มแย่ที่สุดคือแพ้ 3 นัดรวด ในนัดที่3 แพ้ คริสตัล พาเลซ 0-2 นัดที่4 แพ้         
ลิเวอร์พูล 0-2 และนัดที่5 แพ้ แอสตัล วิลล่า 0-1

ในฟุตบอลเอฟเอคัพ รอบที่3 ลีดส์ ยูไนเต็ด ชนะ อ็อกฟอร์ด 4-0 รอบที่4 ชนะกริมส์บี้ 2-0
รอบที่5 ชนะ เบอร์มิงแฮม 3-2 ก่อนจะไปจอดป้ายในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยการแพ้ให้กับวูล์ฟแธมตั้น 0-1
ขณะที่ฟุตบอลลีกคัพ ลีดส์ ยูไนเต็ด รอบ2นัดแรก เอาชนะ กริมส์บี้ 3-1
รอบ2นัดที่2 แพ้ กริมส์บี้ 1-2 เข้ารอบด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-3  มาถึงรอบที่3 ชนะ สโต๊ก 3-1
และมาจอดป้ายแค่รอบที่ 4 แพ้ให้กับ เรดดิ้ง 2-3
โดยฤดูกาลนั้นจิมมี่ ฟลอยซ์ ฮัดเซลแบงค์ ยิงประตูได้มากที่สุดในทีมจำนวน 22 ประตู

14

เอริค คันโตน่า เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ปี 1966 ที่ประเทศฝรั่งเศส
ติดทีมชาติฝรั่งเศส ช่วงปี 1987 -1995 ลงเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศส 45 นัด ยิง 11 ประตู

เอริค คันโตน่า ย้ายมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงกลางฤดูกาล 1992/1993
โดยแมนฯยูซื้อตัวมาจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 1.2 ล้านปอนด์
ซึ่งคันโตน่าประเดิมสนามนัดแรก ให้กับแมนฯยู ในนัดที่เจอกับอาเซน่อล ซึ่งจบ 90 นาที
แมนฯยูมีชัยเหนืออาเซน่อล 1-0 และจบฤดูกาลนั้น คันโตน่า ยิงได้ 9 ประตู จาก 22 นัด
แมนฯยู คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองเป็นทีมแรก โดยพวกเค้ามีคะแนนมากกว่า
ทีมรองแชมป์ แอสตัล วิลล่า 10 คะแนน

ฤดูกาล 1993/1994 เอริค คันโตน่า ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 34 นัด ยิงไปทั้งหมด 18 ประตู
หากนับรวมทุกรายการเค้ายิงไป 25 ประตู จากทั้งหมด 48 นัดที่ได้ลงสนาม  แมนฯยูจบซีซั่น
ด้วยการเป็นดับเบิ้ลแชมป์ โดยได้ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก และก็แชมป์ เอฟเอคัพ

ฤดูกาล 1994/1995 เอริค คันโตน่า ไปกระโดดถีบแฟนบอลคริสตัล พาเลซ  ทำให้เค้าถูกสมาคม
ฟุตบอลอังกฤษ แบนเป็นเวลา 9 เดือน  ซึ่งฤดูกาลนั้น คันโตน่าได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 21 นัด
จบฤดูกาล แมนฯยู จบแค่อันดับที่ 2 โดยที่พวกเค้ามีแต้มน้อยกว่า แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส
ทีมแชมป์ เพียงแค่ 1 คะแนนเท่านั้น

ฤดูกาล 1995/1996 ภายหลังจากหมดโทษแบน เอริค คันโตน่า กลับมาลงสนามให้แมนฯยู
ได้อีกครั้ง เค้ามีส่วนสำคัญในการพาทีมกลับมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนั้น
และในฤดูกาลต่อมา 1996/1997 เอริค คันโตน่า ก็เป็นกำลังสำคัญของทีม และพาแมนฯยู
เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้อีก 1 สมัย และหลังจากจบฤดูกาล 1996/1997
เอริค คันโตน่า ก็ได้ประกาศเลิกเล่นฟุตบอล ซึ่งตอนนั้นเค้าอายุเพียง 30 ปีเท่านั้น

เอริค คันโตน่า อยู่ค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเวลา 5 ฤดูกาล
ลงสนามทั้งหมด 185 นัด ยิงได้ 55 ประตู คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับแมนฯยูได้  4 สมัย
และแชมป์เอฟเอคัพ  2 สมัย

15

ซามูเอล เอโต้ เกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ปี1981 ที่ประเทศแคเมอรูน
ซามูเอล เอโต้ เดิมเป็นนักเตะในทีมเยาวชนของสโมสร เรอัล มาดริด แต่ไม่สามารถสอดแทรก
เข้าไปเป็นตัวจริงในทีมชุดใหญ่ของเรอัล มาดริดได้ จึงต้องย้ายไปเล่นกับเลกาเนส ,เอสปัญญ่อล
และเรอัล มาญอร์ก้า แบบสัญญายืมตัวทั้ง 3 สโมสร

หลังจากนั้นมาญอร์ก้า ซื้อตัว ซามูเอล เอโต้ มาจากเรอัล มาดริด แบบถาวรในฤดูกาล 2000/01
ด้วยราคา 4.4 ล้านปอนด์และเอโต้ก็จัดการยิง 13 ประตู จาก 33 นัดในฤดูกาลนั้น
เอโต้ มีส่วนสำคัญในการพามาญอร์ก้า จบอันดับที่ 3 ในลาลีก้า ส่วนเรอัล มาดริด ต้นสังกัดเดิม
ของเอโต้ คว้าแชมป์ในฤดูกาลนั้นไปครอง โดยตอนนั้นศูนย์หน้าตัวจริงของเรอัล มาดริด
คือราอูล กอนซาเลซ  “เจ้าชายแห่งราชันชุดขาว”
หลังจากฤดูกาลนั้น เอโต้ ก็กลายเป็นคีย์แมนสำคัญของเรอัล มาญอร์ก้ามาตลอด
เค้าพามาญอร์ก้า คว้าแชมป์โคปาเดเรย์ ในฤดูกาล 2002/2003 และมายิงได้ถึง 22 ประตู
ในฤดูกาล 2003/2004 จนฟอร์มไปเตะตาบาเซโลน่ายอดทีมของลาลีก้า สเปน

บาเซโลน่าไม่รอช้า จ่ายเงิน 24 ล้านปอนด์ เพื่อนำอดีตเด็กเก่าของเรอัล มาดริด มาเล่นที่คัมป์นู
และก็ไม่ผิดหวัง ซามูเอล เอโต้ ซัดไป 29 ประตู จาก 49 นัด แบ่งเป็นการยิงในลาลีก้าอย่างเดียว
25 ประตู ซามูเอล เอโต้ คว้าตำแหน่งดาวซัลโวของลาลีก้า ร่วมกับ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน
และที่สำคัญ บาเซโลน่า สอยแชมป์ลาลีก้ามาครอง ด้วยการมีคะแนนมากกว่า เรอัล มาดริด
ต้นสังกัดเก่าของเอโต้ 4 คะแนน

ฤดูกาล 2005/2006 ซามูเอล เอโต้ ได้ลงเล่น 47 นัด ซัดไปถึง 34 ประตู คว้าตำแหน่งดาวซัลโว
ของลาลีก้า เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน เช่นเดียวกันกับบาเซโลน่า ที่คว้าแชมป์ลาลีก้าซีซั่นนั้น
มาครองเป็นสมัยที่ 2 ติดต่กัน  และในฤดูกาลนั้น บาเซโลน่า ก็ก้าวขึ้นไปเป็นเบอร์ 1 ของยุโรป
ด้วยการเอาชนะ อาเซน่อล ยอดทีมของพรีเมียร์ลีก 2-1 ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปียนลีก
โดยเอโต้ได้ลงเป็น 11 ตัวจริง และยิงประตูตีเสมอ 1-1 ให้กับบาเซโลน่า
ในนาที 76 ก่อนที่ จูเลียโน เบลเลตติ จะมายิงประตูชัยให้บาเซโลน่า ในนาที 81

ฤดูกาล 2008/2009 ซามูเอล เอโต้ ลงเล่นมาถึง 56 นัด ยิงไปทั้งหมด 36 ประตูแบ่งเป็นการยิงในลาลีก้าอย่างเดียว 30 ประตู
 เอโต้ได้ตำแหน่งรองดาวซัลโว โดยที่เค้ายิงได้น้อยกว่า ดิเอโก้ ฟอร์ลัน 2 ประตู  ฤดูกาลนั้นบาเซโล่นา
คว้าแชมป์ลาลีก้าไปครองได้อีก 1สมัย ตามมาด้วยแชมป์โคปา เดเรย์ และรวมไปถึงแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนลีกที่พวกเค้าเอาชนะ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยฟอร์มที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด 2-0 คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ไปครอง

หลังจากจบฤดูกาล 2008/2009 ซามูเอล เอโต้ ตัดสินใจย้ายออกจากบาเซโลน่า
โดยรวมแล้วเค้าอยู่กับบาเซโลน่าเป็นเวลา 5 ฤดูกาล ลงเล่นทั้งหมด 199 นัด ยิงได้ 130 ประตู
คว้าแชมป์ลาลีก้ากับบาเซโลน่า 3 สมัย แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก 2 สมัย และแชมป์โคปาเดเรย์ 1สมัย

Pages: [1]

พื้นที่โฆษณา ขนาด 728x90 พิกเซล
ติดต่อ 080-000-0000